
การออกเดทมักเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เซอร์ไพรส์ และโอกาสใหม่ ๆ ไม่ว่าคุณจะกำลังมองหาคนรู้ใจ ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ หรือเรียนรู้เพื่อให้รู้จักตัวเองให้มากขึ้น School of Swipe จะช่วยให้ทุกคนได้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดกับทุกการเชื่อมต่อ เปรียบเสมือนคู่มือที่ช่วยให้ออกเดทอย่างชาญฉลาดและเป็นเรื่องง่ายขึ้น อยากรู้ไหมว่าออกเดทยังไงให้เวิร์ก ? มาเริ่มคลาสไปพร้อม ๆ กันได้เลย!
แอพหาคู่เปิดโอกาสให้คนโสดสร้างการเชื่อมต่อใหม่ ๆ ที่ทั้งปลอดภัยและสนุกสนานได้เพียงปลายนิ้ว แม้ว่าการเชื่อมกันจะง่ายเพียงไหน แต่การรักษาความสัมพันธ์ที่มีดีต่อใจและมีความหมายก็เป็นเรื่องท้าทายอยู่ดี Tinder ได้ร่วมมือกับไทยคอนเซนท์ เปิดตัวคู่มือ Consent เราจะช่วยให้คุณเข้าใจความหมายของความยินยอมเมื่อออกเดททั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงแชร์เคล็ดลับในการสร้างประสบการณ์การออกเดทออนไลน์อย่างปลอดภัย เพราะ Consent เกิดขึ้นในทุกขั้นตอนของการเดท ทั้งออนไลน์และในชีวิตจริง เพื่อไม่ให้หลงลืมความสำคัญเรื่องความยินยอมเมื่อพัฒนาความสัมพันธ์ไปอย่างรวดเร็ว
“Consent” หรือ “การยินยอม” หมายถึง “ความยินดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ ในการจะทำบางสิ่งบางอย่างร่วมกับผู้อื่น” อย่างเต็มใจ หรือหากจะอ้างอิงตามพจนานุกรมฉบับออกซฟอร์ด (Oxford Dictionary) นิยามของความยินยอมคือ “การอนุญาตให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง” ซึ่งพูดง่าย ๆ ก็หมายถึง การที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันว่ากิจกรรมใด ๆ นั้นทำได้ ซึ่งอาจจะแสดงความยินยอมผ่านทางคำพูด หรือการกระทำ รวมถึงภาษากายก็ได้ โดยในบริบทของการเดทนั้น ไม่ว่าจะเป็นการขอจับมือตอนเดินด้วยกัน ขอไปรับไปส่ง หรือขึ้นห้องไปดูหนัง ทั้งการออกเดทออนไลน์ หรือการออกเดทแบบไปเจอหน้าพบปะกัน ล้วนต้องเคารพขอบเขตของกันและกันว่าเราจะไม่ล้ำเส้นอีกฝ่าย หรือหากไม่แน่ใจว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ก็ ให้ถามไปตรง ๆ เลย
ทุกวันนี้ แอพหาคู่ได้กลายเป็น New Normal ในสังคมของเรา คนรุ่นใหม่นึกถึงแอพหาคู่เป็นที่แรกเมื่อต้องการสานสัมพันธ์และการพบปะผู้คนใหม่ ๆ นอกวงสังคมเดิม เรียกได้ว่าแอพหาคู่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการสร้างความสัมพันธ์ไปอย่างสิ้นเชิง อย่างเช่น บน Tinder มีความสัมพันธ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นในทุก 3 วินาที ทุกวันนี้ แอพหาคู่ได้กลายเป็น New Normal ในสังคมของเรา คนรุ่นใหม่นึกถึงแอพหาคู่เป็นที่แรกเมื่อต้องการสานสัมพันธ์และการพบปะผู้คนใหม่ ๆ นอกวงสังคมเดิม เรียกได้ว่าแอพหาคู่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการสร้างความสัมพันธ์ไปอย่างสิ้นเชิง อย่างเช่น บน Tinder มีความสัมพันธ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นในทุก 3 วินาที เมื่อการเชื่อมต่อกันเป็นเรื่องง่าย การตระหนักถึงความยินยอมหรือ “ความยินดีที่จะทำอะไร ๆ ด้วยกัน” เมื่อออกเดท จึงเป็นเรื่องสำคัญและเป็นเคล็ดลับที่จะทำให้ความสัมพันธ์นั้น Healthy ยิ่งขึ้น เรามาลองดูตัวอย่างความยินยอมเมื่อออกเดทออนไลน์กัน:
บางคนอาจจะไม่ซีเรียสที่จะแบ่งปันรายละเอียดส่วนตัว เช่น หมายเลขโทรศัพท์ ภาพถ่ายของเรา โซเชียลมีเดียของเรา ข้อมูลอื่น ๆ อย่างเราทำงานที่ไหน อยู่ที่ไหน ฯลฯ ซึ่งสำหรับบางคนแล้ว ข้อมูลเหล่านี้อาจจะต้องเลือกดี ๆ ว่าเรามีความพร้อมที่จะเปิดเผยเมื่อไหร่ เปิดเผยมากน้อยแค่ไหน และการขอข้อมูลส่วนตัวที่นำไปสู่การระบุตัวตนเหล่านี้เป็นเรื่องที่ควรคำนึงว่า “เรายินดีที่จะแบ่งปันข้อมูลนี้จริง ๆ” โดยไม่ถูกกดดัน รีบเร่ง
หนึ่งในประเด็นที่เราน่าจะลองตกลงกันกับอีกฝ่ายเมื่อเริ่มความสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์ คือ การระบุและเคารพขอบเขตของคู่เดทในการสื่อสาร อย่างเช่น ความถี่ในการตอบแชท เพราะสไตล์การแชท หรือความสะดวกในการพูดคุยกันออนไลน์ของแต่ละคนต่างกัน เช่น บางคนก็ไม่สะดวกที่จะรีบตอบในเวลาทำงาน หรือบางคนก็ไม่ได้ว่างตลอดคืนในการแชทเพราะอยากใช้เวลาพักผ่อน รวมถึงการวิดีโอคอลและอื่น ๆ ดังนั้น เพื่อที่จะคลิ๊กกันให้ดียิ่งขึ้น ควรถามความสมัครใจของอีกฝ่ายว่าสะดวกตอนไหน และเคารพในเงื่อนไขเหล่านั้น
ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทั้งสองฝ่ายตกลงและรู้สึกสะดวกใจกับสถานที่ของการนัดพบในครั้งนั้น เพราะแต่ละคนอาจมีความสะดวกใจในการออกไปเจอกันที่ต่างกัน และสำหรับแต่ละคนแล้ว ความพร้อมในการไปเจอกันก็มีไม่เท่ากัน บางคนคุยปุ๊บพร้อมปั๊บ บางคนอาจต้องใช้เวลามากกว่านั้น จึงไม่ควรบังคับหรือพูดให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่สบายใจ หรือกดดันให้รีบมาเจอทั้งที่เขายังไม่พร้อม เป็นต้น
เพราะสังคมไทยเคยชินกับคำว่า “ไม่เป็นไร” ทำให้คนส่วนมากปฏิเสธคนไม่เก่ง และยิ่งถ้าเจอกันแบบตัวต่อตัวยิ่งไม่ค่อยกล้าปฏิเสธ กลัวว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกไม่ดีไปต่าง ๆ นา ๆ ทำให้การพูดถึงและตระหนักเรื่องความยินยอมกลายเป็นเรื่องที่มักถูกมองข้าม
เพื่อความสบายใจ ก่อนที่จะไปสัมผัสใคร ไม่ว่าจะเป็นการจับมือหรือการกอด ควรถามความสะดวกใจก่อน เช่น “จะโอเคมั้ย ถ้าเราจับมือเธอ?” และต้องคอยอ่านภาษากายว่าเขาโอเคจริง ๆ ไหม ถ้าเขาไม่มีรีแอคชั่นอะไรตอบ เช่น นิ่งเฉย เว้นระยะห่าง อาจจะลองถามเขาว่าโอเคมั้ย หรือเผื่อไว้ก่อนว่าเขาอาจจะไม่กล้าปฏิเสธ
เพื่อให้ความคาดหวังของทุกฝ่ายตรงกันการสนทนาอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับทิศทางของความสัมพันธ์นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น เช่น ถ้าทั้งคู่โอเคกับสถานะที่ไม่ชัดก็โอเค แต่ถ้ามีใครคนใดคนหนึ่งไม่โอเคกับสถานะในปัจจุบัน ก็ต้องพิจารณาดี ๆ เรื่องการสานสัมพันธ์ต่อ
การทำให้มั่นใจว่าเต็มใจทั้งสองฝ่ายโดยไม่มีการกดดัน ไม่คิดไปเอง และชวนคุยพูดคุยเรื่องขอบเขต ว่าทำอะไรได้บ้าง ชอบหรือไม่ชอบอะไรบ้างให้ชัดเจน ก็จะช่วยให้ความสัมพันธ์นั้นราบรื่นขึ้น (ที่สำคัญคือต้องถามก่อนทุกครั้ง และถ้าเขามีท่าทีไม่โอเคก็ควรหยุดทันที เซฟความรู้สึกของทั้งเราทั้งเค้าไว้ก่อน)
การยินยอมที่แปลว่ายินยอมจริง ๆ จะต้องยินดีและตกลง แบบแฮปปี้! โดยไม่ถูกบังคับ ข่มขู่ หรือทำให้ไม่สบายใจ และต้องไม่ได้มาจากการถูดกดดัน ถามย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ ที่สำคัญควรถามความยินยอมทุกครั้ง เพราะความยินยอมในอดีต ไม่ได้หมายความว่าจะยินยอมตลอดไป
เช่น ถ้าเราอยากโทรคุยกับเขา เลยถามก่อนว่า “ว่างมั้ย? คอลกันมั้ย?” แล้วเขาบอก “ได้สิ กดโทรมาเลย” และทั้งสองฝ่ายรู้สึกแฮปปี้ที่ได้คุยกัน แบบนี้คือเขายินยอมและโอเค
บางทีการที่เขาตอบตกลง แต่แสดงท่าทีไม่ชัดเจนในคำตอบ อาจมีความหมายที่คลุมเครือหรือแฝงความเกรงใจเอาไว้ เพราะฉะนั้นการยินยอม ต้องไม่สื่อออกมาแค่คำพูด แต่ให้สังเกตสีหน้า ความมั่นใจ ความชัดเจนด้วย เช่นพูดแล้วสบตา น้ำเสียงหนักแน่น
เช่น ในเดทแรก หากเขาขอไปส่งที่บ้านด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นห่วง แต่เรารู้สึกไม่สบายใจที่จะให้เขาตามไปในครั้งนี้ การตอบกลับไปว่า “ก็ได้” นั้นไม่ถือว่าเป็น Consent จริง ๆ เพราะเรายัง “กังวล เกรงใจ” ไม่ใช่ “ยินดี” ดังนั้นฝ่ายปฎิเสธควรหนักแน่นในการตัดสินใจ และเคารพความรู้สึกของตัวเอง ส่วนฝ่ายที่ถามก็ต้องเคารพการตัดสินใจของอีกฝ่าย หรืออาจช่วยสังเกตหรือช่วยถามว่า “แต่ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรนะ” เพื่อเปิดโอกาสให้มีหลาย ๆ ความเป็นไปได้เกิดขึ้นมากกว่าการขอไปส่งเพียงอย่างเดียว
การเงียบไม่ใช่การยินยอม และไม่ใช่เพราะเขินอายเสมอไป บางทีอาจเป็นเพราะกลัวหรืออยากปฏิเสธ แต่เป็นคนปฏิเสธคนไม่เก่ง หรือกังวลว่าจะกระทบกับอะไร ๆ ในอนาคต
เช่น หากอีกฝ่ายจับมือเราขณะดูหนัง ความเงียบ อาจทำให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าเรายินยอม ฉะนั้นการสัมผัสกันอาจจะต้องสังเกตว่ามีรีแอคชั่นโต้ตอบไหม เขาเอามือออกห่างไหม หรือเขาสานต่อใด ๆ เป็นต้น
เพราะความยินยอมไม่ใช่แพ็คเกจแบบบุฟเฟต์ แต่ละมื้อแต่ละเดย์คนเราก็มีอารมณ์ที่โอเคและไม่โอเคแตกต่างกันไป ฉะนั้น การที่เขาเคยยินยอมครั้งหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายถึงยินยอมตลอดไปก็เป็นได้
เช่น เขาขอวิดีโอคอลมาช่วงดึก ตอนนั้นโอเคเลยคอลกัน หลังจากนั้น เขาก็เริ่มโทรมาทุกคืนโดยไม่ถาม หากเราไม่ได้อยากจะโทรทุกวันก็ควรปฎิเสธ และฝ่ายที่คอลมาก็ควรถามความสะดวกใจทุกครั้งเช่นกัน
ควรพึงตระหนักไว้ว่ามันมีเส้นบาง ๆ คั่น ระหว่างการฉวยโอกาสกับการสังสรรค์ที่ทุกฝ่ายแฮปปี้ ฉะนั้นการตัดสินใจเรื่องอะไร ๆ ควรเช็คให้มั่นใจว่าเป็นการตัดสินใจที่จะไม่มาเสียใจกันในภายหลัง จำง่าย ๆ ว่าความยินดีควรยินดีทั้งตอนที่สติครบและตอนปล่อยตัวปล่อยใจ แต่หากสถานการณ์พาไปแล้วเสียใจทีหลัง อันนั้นเราไม่เรียกว่าความยินยอม
การสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญในความสัมพันธ์ เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายเข้าใจซึ่งกันและกัน ยิ่งหากเป็นเรื่อง Consent ที่ต้องอาศัยความยินยอมพร้อมใจกันทั้ง 2 ฝ่ายยิ่งเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ 3 เคล็ดลับขอการสื่อสาร และความเข้าใจกันอย่างถูกต้อง
ถามก่อนทุกครั้ง โดยต้องไม่มีการข่มขู่หรือบังคับ
ฟังให้เข้าใจความหมายและความรู้สึกที่แท้จริงที่เขาจะสื่อ
เคารพการตัดสินใจของอีกฝ่าย ไม่ว่าเขาจะตกลงหรือไม่ก็ตาม